ในการดำเนินการที่จะผลิตมังคุดให้ได้คุณภาพนั้นเกษตรกรจะต้องมีกระบวนการดูแลและเอาใจใส่ในการผลิตอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องตั้งแต่เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จ โดยให้รีบตัดแต่งกิ่งและใส่ปุ๋ยบำรุงต้นเพื่อให้มังคุดแตกใบอ่อนในช่วงเวลาที่เหมาะสม และเสริมสร้างความสมบูรณ์กลับคืนสู่ต้นมังคุดโดยเร็ว
สำหรับมังคุดในภาคใต้นั้น ควรที่จะแตกใบอ่อนในเดือน ตุลาคม - พฤศจิกายน เพื่อให้ใบมีอายุเหมาะสมพอดี เมื่อเข้าสู่ช่วงแล้งในเดือนมกราคม
แต่เนื่องจากมังคุดแต่ละต้นมีสภาพภายหลังจากการเก็บเกี่ยวที่แตกต่างกัน จึงต้องมีการปฏิบัติที่แตกต่างกันไปด้วย
   กรณีที่ 1 ต้นที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์
     - การตัดแต่งกิ่งและใส่ปุ๋ย ให้ตัดแต่งกิ่งและใส่ปุ๋ยบำรุงต้น โดยให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 2-3 กก. / ต้น ร่วมกับปุ๋ยคอก ประมาณ 20-50 กก./ ต้น ในต้นมังคุดที่ค่อนข้างสมบูรณ์ไม่จำเป็นต้องเร่งใส่ปุ๋ยทันทีหลังเก็บเกี่ยวเพื่อชะลอช่วงการแตกใบอ่อน โดยควรใส่ปุ๋ยในเดือน กันยายน
     - การให้น้ำ ถ้าฝนทิ้งช่วงควรมีการให้น้ำด้วย
     - การป้องกันกำจัดศัตรูพืช อย่าปล่อยให้ศัตรูพืชเข้าทำลายใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่เพราะจะทำให้ความสมบูรณ์ของต้นลดลง และถ้าใบอ่อนเสียหายมาก จะทำให้มังคุดอาจไม่ออกดอกในปีนั้น
   ศัตรูที่สำคัญ คือ
     หนอนกินใบ ในตอนกลางวันตัวหนอนจะทิ้งตัวมาหลบซ่อนอยู่ในดินหรือหญ้าใต้โคนต้น ให้จับหนอนมาทำลาย และถ้าระบาดมากให้ใช้สารคาร์บาริล
     หนอนชอนใบ ให้เก็บใบอ่อนที่มีตัวหนอนเข้าทำลาย มาเผาทิ้งและถ้าระบาดมากให้ใช้สารคาร์บาริล
   กรณีที่ 2 ต้นมังคุดที่มีสภาพค่อนข้างโทรม มักเป็นต้นที่ไว้ผลมากเกินไป หรือดูแลไม่ดี ในช่วงไว้ผลจึงต้องมีการจัดการเป็นพิเศษ โดย
     - การตัดแต่งกิ่งและใส่ปุ๋ย เหมือนกรณีที่ 1 และควรเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยโดยการคลุกปุ๋ยเคมีด้วยกรดฮิวมิค อัตรา 30 ซีซี ต่อปุ๋ย 1 กก. หรืออาจใช้กรดฮิวมิคชนิดเม็ด อัตรา 200 - 500 กรัม/ต้น หว่านไปพร้อม ๆ กับปุ๋ยเคมี
     - การเร่งการเจริญของราก โดยใช้เศษพืชคลุมบริเวณโคนต้นและใช้ปุ๋ยเกล็ด สุตร 15-30-15 หรือ 10 - 20 - 30 หรือ 20 - 20 - 20 ที่มีธาตุรองและธาตุปริมาณน้อย อัตรา 60 กรัม ผสมกรดฮิวมิค 100 - 200 ซีซี. ผสมน้ำ 20 ลิตร ราดใต้ทรงพุ่ม สัปดาห์ละ 1 ครั้งติดต่อกัน 2 - 3 สัปดาห์ จะช่วยทำให้ต้นมังคุดมีความสมบูรณ์เพิ่มขึ้น
     - การกระตุ้นการแตกใบอ่อน ถ้ามีการจัดการตามขั้นตอนต่าง ๆ แล้วมังคุดยังไม่แตกใบอ่อน ให้กระตุ้นการแตกใบอ่อน โดยฉีดพ่นปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 100 - 200 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วทั้งต้น แต่ถ้ายังไม่ยอมแตกใบอ่อนให้ฉีดพ่นด้วยไทโอยูเรียน อัตรา 20 - 40 กรัม ผสมน้ำตาลเดร็กซ์โตส 600 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยไม่ต้องผสมสารจับใบ
     สารไทโอยูเรีย มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการแตกใบอ่อนสูง โดยมังคุดจะแตกใบอ่อนได้ภายใน 7 วัน แต่สารนี้มีความเป็นพิษต่อพืชสูงเช่นกัน อาจทำให้ใบแก่ร่วงประมาณ 2 - 15 % ดังนั้น จึงต้องใช้อย่างระวัง ต้องผสมน้ำตาลเพื่อลดความเป็นพิษของสาร และควรฉีดพ่นในตอนเย็น แต่ถ้าอากาศร้อน ความชื้นต่ำควรลดความเข้มข้นของสารลง
     - การให้น้ำและป้องกันกำจัดศัตรูพืช ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับกรณีที่ 1
   กรณีที่ 3 ต้นมังคุดที่ทรุดโทรมมาก
     - ให้อาหารเสริมที่ต้นพืชสามารถนำไปใช้ได้ทันที โดยฉีดพ่นใบด้วยอาหารเสริมสูตร "ทางด่วน ซึ่งประกอบด้วย : สารอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น ครอปไจแอน โพลีแซค มอลตานิค และฟลอริเจนฯ อัตรา 20 - 30 ซีซี. ( อาจใช้น้ำตาลกลูโคสหรือเดร็กซ์โตรส 600 กรัม )
     : กรดฮิวมิค อัตรา 20 ซีซี.
     : ปุ๋ยเกล็ดสูตร 15-30-15 , 20-20-20 หรือ 10-20-30 ที่มีธาตุอาหารรองและธาตุปริมาณน้อย อัตรา 40-60 กรัม
ส่วนผสมทั้งหมดผสมรวมกันในน้ำ 20 ลิตร ให้ผสมสารจับใบและสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา โดยฉีดพ่นใบให้ทั่วทุก 7 วันติดต่อกัน 1 - 2 ครั้ง
     
- การปฏิบัติอื่น ๆ เช่นเดียวกับกรณีที่ 2
   การใส่ปุ๋ยเพื่อเตรียมออกดอก
ก่อนออกดอก 1-2 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยสูตรที่มีตัวกลาง ( ฟอสฟอรัส ) สูง เช่น 8 - 24 - 24 หรือ 9 - 24 - 24 ประมาณ 2-3 กก./ ต้น
   การจัดการให้มังคุดออกดอก
ต้นมังคุดต้องมีความสมบูรณ์และมีอายุตายอดไม่น้อยกว่า 9 สัปดาห์ เมื่อมีสภาพแวดล้อมเหมาะสม คือ มีช่วงแล้งติดต่อกันอย่างน้อย 21-30 วัน และมีการจัดการน้ำเพื่อกระตุ้นการออกดอกอย่างถูกวิธี ต้นมังคุดจะออกดอก แต่ถ้าใบไม่แก่พอดีกับช่วงแล้ง หรือมีช่วงแล้งสั้น จำเป็นต้องจัดการเป็นพิเศษ เพื่อช่วยให้มังคุดออกดอก
   กรณีที่ 1 เมื่อสิ้นสุดฤดูฝนแล้ว ต้นมังคุดในสวนมีอายุตายอดอยู่ระหว่าง 9 - 12 สัปดาห์พอดี ให้จัดการ ดังนี้
     - งดน้ำให้ต้นมังคุดผ่านสภาพแล้งติดต่อกัน 21-30 วัน แต่ถ้าอากาศร้อนจัดและแห้งแล้งมาก ควรให้น้ำบ้าง แต่ต้องให้ในปริมาณน้อย
     - หลังจากนี้เมื่อต้นมังคุดแสดงอาการใบตก ปลายใบปิด และกิ่งที่ปลายยอดเริ่มแสดงอาการเหี่ยวเป็นร่องให้จัดการน้ำเพื่อกระตุ้นการออกดอก โดยให้น้ำอย่างเต็มที่ ในปริมาณมาก จากนั้นให้หยุดดูอาการ 7-10 วัน เมื่อพบว่าก้านใบและกิ่งที่ปลายยอดเริ่มเต่งขึ้นก็ให้น้ำเป็นครั้งที่2 ในปริมาณครึ่งหนึ่งของครั้งแรก หลังจากนั้นอีก 10-12 วัน มังคุดจะผลิตตาดอกให้เห็น
   กรณีที่ 2 เมื่อสิ้นสุดฤดูฝนแล้ว แต่ใบที่ปลายยอดยังไม่แก่ หรือมีอายุน้อยกว่า 9 สัปดาห์ ทำให้มังคุดออกดอกช้า ผลจะแก่เก็บเกี่ยวได้ช้าตรงกับที่มีฝนตกชุกพอดี มีโอกาสเป็นเนื้อแก้วและยางไหลได้มาก ดังนั้น จึงควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ 2 - 3 ครั้ง ควบคู่กับการให้น้ำ เพื่อช่วยเร่งให้ใบมังคุดแก่เร็วขึ้น จากนั้นเมื่อตายอดมีอายุตามต้องการแล้ว จึงเริ่มจัดการน้ำเช่นเดี่ยวกับกรณีที่ 1
   กรณีที่ 3 ต้นมังคุดสมบูรณ์และใบที่ปลายยอดแก่พอดี คือ มีอายุระหว่าง 9-12 สัปดาห์ แต่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมคือ มีช่วงแล้งสั้น การฉีดพ่นปุ๋ยโปแตสเซียมไนเตรท (13-0-40 ) อัตรา 150 - 200 กรัม ผสมสารสกัดจากสาหร่ายทะเล อัตรา 30-40 ซีซี. ผสมน้ำ 20 ลิตร เพื่อช่วยลดระยะเวลาที่ต้นมังคุดต้องการสภาพแล้งให้น้อยลงไปได้ หลังจากนั้น 7-10 วัน จึงเริ่มจัดการน้ำเพื่อกระตุ้นการออกดอกเช่นเดียวกับกรณีที่ 1
   อนึ่ง เมื่อสิ้นสุดฤดูฝนแล้ว ถ้าต้นมังคุด มีใบแก่เกินไป หรืออายุตายอดมากกว่า 15 สัปดาห์ มังคุดต้นนั้นก็จะมีโอกาสแตกใบอ่อนมากกว่าออกดอก
   การควบคุมปริมาณดอก
ถ้าปล่อยให้มังคุดออกดอกและติดผลมากเกินไป ผลที่ได้จะมีขนาดเล็ก และมีผลต่อความสมบูรณ์ของต้นในปีถัดไป จึงควรควบคุมให้มีปริมาณดอกเพียงร้อยละ 35 - 50 ของยอดทั้งหมด โดยหลังจากมังคุดออกดอกแล้วร้อยละ 10 - 15 ของยอดทั้งหมด ควรให้น้ำในปริมาณมาก ๆ ทุกวัน จนพบว่าในยอดที่ยังไม่ออกดอกเริ่มมียอดอ่อนแทนตาดอก จึงค่อยให้น้ำตามปกติ
   การให้น้ำ
ต้องให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ ถ้าน้ำไม่เพียงพอ จะพบกับปัญหาผลเจริญช้า ผลเล็ก และก้นผลจีบ
   การป้องกันกำจัดโรคแมลง
การป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟและไรศัตรูพืชที่จะมาดูดกินน้ำเลี้ยงที่ดอกและผลอ่อนทำให้ดอกอ่อนร่วงหรือเจริญช้า และทำให้ผิวมังคุดมีรอยขรุขระเป็นขี้กลาก การฉีดพ่นน้ำ เพื่อเพิ่มความชื้นในทรงพุ่มจะช่วยลดการระบาดลงได้ แต่ถ้าพบการระบาดมากให้ฉีดพ่นสารเคมี
     เพลี้ยไฟ ให้ฉีดพ่นด้วยสารคาร์โบซัลแฟน หรือฟิโปรนิล หรืออิมิลาโคลพริด ให้ทั่วทั้งภายใน และภายนอกทรงพุ่ม จากนั้น 5 - 7 วัน ถ้ายังพบว่ามีเพลี้ยไฟให้ฉีดพ่นซ้ำ แต่ต้องสลับชนิดสารเคมี
     ไรศัตรูพืช ให้ฉีดพ่นด้วยกำมะถันผง หรือสารไดโคลโฟล
   การใส่ปุ๋ย
หลังจากดอกบานประมาณ 2 สัปดาห์ หรือผลอ่อนมีขนาดเท่าหัวแม่มือ ให้ใส่ปุ๋ยบำรุงผล โดยใช้ปุ๋ยทางดินสูตร 13 -13 - 21 ประมาณ 1 - 2 กก./ ต้น ส่วนการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเสริมก็จะช่วยให้ผลมังคุด มีขนาดโตและสม่ำเสมอมากขึ้น
ในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมปริมาณดอกได้ทำให้ต้นมังคุดมีจำนวนผลบนต้นมากเกินไป การใส่ปุ๋ยทางดินครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้งตั้งแต่เริ่มติดผลจนผลมีอายุ 8 - 9 สัปดาห์จะช่วยให้ผลโตขึ้น
   การให้น้ำ
จำเป็นต้องให้น้ำในปริมาณที่มากเพียงพอและต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ผลมีพัฒนาการที่ดี
   การเก็บเกี่ยว
     - ให้เก็บเกี่ยวผลที่แก่พอเหมาะ เมื่อเปลือกเริ่มมีสายเลือด ( เกิดจุดแต้มหรือจุดประสีชมพูกระจายทั่วผล )
     - ใช้ตะกร้อผ้าเก็บเกี่ยวอย่างระมัดระวัง ห้ามเก็บเกี่ยวโดยวิธีเขย่ากิ่งหรือใช้ไม้สอยให้ร่วงหล่นกระทบพื้น
     - เมื่อเก็บผลมังคุดแล้วให้รีบลำเลียงไปไว้ในที่ร่ม
     - ทำความสะอาดผล คัดคุณภาพ และคัดขนาด ก่อนจำหน่าย

เรียบเรียงโดย : นายสุชาติ ทองรอด
หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต
สำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร
18 ตุลาคม 2545